สั่งปริ้นท์ชิ้นงานสามมิติที่ร้าน ลดทันที 30%

สั่งปริ้นท์ชิ้นงานสามมิติที่ร้าน ลดทันที 30%

โปรมาล๊าวววววว📣📣

รับส่วนลดสูงสุดถึง 50% 👩‍🏫👩‍🎓 สำหรับค่าบริการปริ้นท์ โดยเครื่องพิมพ์สามมิติ ไม่มีขั้นต่ำชั่วโมงในการปริ้นท์ และ Filament
ลดแบบไม่มีเงื่อนไขกันไปเล้ยย
——————————————————
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
คุยกับแอดมิน 👤 m.me/iammaker3d

ทำความรู้จักกับ 3D Printing หรือ การพิมพ์ 3มิติ

ทำความรู้จักกับ 3D Printing หรือ การพิมพ์ 3มิติ

3D Printing คืออะไร?

3D Printing คือการสร้างชิ้นงานออกมาในลักษณะที่จับต้องได้ ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คือ

  • 3D Printer : ได้ขวดที่เป็นเหมือนขวดจริงๆ
  • 2D Printer : ได้ภาพขวดที่พิมพ์ลงบนกระดาษ

untitled-1-01

3D Printing ทำอะไรได้บ้าง?

  • สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototyping & Product Design) เช่น ชิ้นส่วนอะไหล่, โมเดลจำลอง, เครื่องประดับ ฯลฯ
  • การศึกษา ( Education)
  • การแพทย์ และ ทันตกรรม (Medical & Dental) 3D Printing เหมาะกับอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างมาก เนื่องจากร่างกายคนเรามีสัดส่วนและขนาดไม่เหมือนกัน นอกจากการใช้สร้าง Prototype สำหรับอุปกรณ์การแพทย์แล้ว 3D Printer ยังช่วยให้เราสามารถผลิตอุปกรณ์ที่มีขนาดและรูปร่างเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคลได้ เช่นการทำครอบฟัน ฟันปลอม อุปกรณ์ช่วยฟัง
  • ยานยนต์ (Automotive) วงการยานยนต์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการใช้ 3D Printing ใช้ในการออกแบบทำ Prototype ชิ้นส่วนที่ใช้ในรถยนต์ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง เช่นในรถแข่ง F1

ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายๆ อย่างเท่านั้น ที่ 3D Printing สามารถทำได้ ถ้าพูดว่า คุณอยากจะทำอะไร คงจะให้คำตอบได้ง่ายกว่า

 

วัสดุที่ใช้มีอะไรบ้าง?

ประเภทใหญ่ๆ ก็คือ พลาสติกแข็ง, โลหะ, ยาง, ปูน(ผง)

  • ABS
  • PC
  • PLA
  • GYPSUM (Powder)
  • PETG
  • POM งานประเภทโลหะนั้นไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากราคาที่สูงมาก
3D Printing: เทคโนโลยีแห่งโอกาส

3D Printing: เทคโนโลยีแห่งโอกาส

เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ (3D printing) คือนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 1984 กำลังขยายการใช้งานเข้าสู่ผู้ใช้ระดับครัวเรือนมากขึ้นในราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ จนมีผู้นำไปพัฒนาต่อยอดและประยุกต์ใช้ในแวดวงต่างๆ อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ของเล่น ตุ๊กตาคนจริงย่อส่วน เครื่องประดับ รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงชิ้นส่วนรถยนต์หรือแม้กระทั่งอาหารและอวัยวะเทียมซึ่งผลิตขึ้นเฉพาะบุคคล

สำหรับเทคนิคพื้นฐานในการสร้างชิ้นงานของเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D printing) จะเริ่มจากการนำวัสดุมาขึ้นรูปทีละชั้นตามแบบที่กำหนดในไฟล์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดและสั่งพิมพ์ในปริมาณที่ต้องการได้ทันที ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการสั่งผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิมซึ่งต้องสร้างเบ้าหล่อ (mold) ก่อนแล้วจึงฉีดวัสดุลงไป  นอกจากนี้ เทคนิคการสร้างชิ้นงานด้วยการเติมวัสดุ (additive manufacturing) ของเครื่องพิมพ์สามมิติยังทำให้สูญเสียวัตถุดิบน้อยกว่าการผลิตแบบทั่วไปซึ่งมักเริ่มด้วยวัสดุที่เป็นบล็อกใหญ่และตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกอีกด้วย

2 ขั้นตอนง่ายๆ ในการพิมพ์สามมิติ

3d87acd89382b4f70b61ad9f8a1227b7
© flickr.com/photos/creative_tools


1. เตรียมไฟล์รูปจำลองสามมิติ (.stl)

– สร้างแบบจำลองสามมิติด้วยโปรแกรมออกแบบสามมิติ*
– ดาวน์โหลดไฟล์รูปจำลองสามมิติจากเว็บไซด์ที่ให้บริการ เช่น Thingiverse**
– สแกนวัตถุต้นแบบเพื่อสร้างไฟล์รูปจำลองด้วยเครื่องสแกนสามมิติ

*ซอฟต์แวร์สร้างแบบจำลองที่ได้รับความนิยมและเปิดให้ใช้งานฟรี เช่น Blender, SketchUp, 123D Design, 3D Canvas, Seamless3d ฯลฯ

**Thingiverse คือเว็บไซด์ยอดนิยมที่เปิดให้สามารถอัพโหลด-ดาวน์โหลดไฟล์สามมิติ พร้อมฟังก์ชันแสดงผลไฟล์ในตัว โดยแบบจำลองสามมิติเหล่านี้บางแบบสามารถนำมาปรับแต่งได้ตามความต้องการ


2. ตั้งค่าและสั่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคนิคและวัสดุที่เหมาะสมกับชิ้นงาน

275191df1d797a00206976ceb2b52163
© flickr.com/photos/hslphotosync


การพิมพ์แบบหัวฉีด (FDM: Fused Deposition Modeling)
เทคนิค: ทำงานด้วยกลไกหัวฉีด (nozzle) ซึ่งจะทำความร้อนเพื่อให้วัสดุที่มีลักษณะเป็นเส้น (filament) อ่อนตัวลง แล้วจึงสร้างชิ้นงานขึ้นทีละชั้นโดยเริ่มจากฐาน
วัสดุ: พลาสติกชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ PLA และ ABS ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคนิคมาต่อยอดเพื่อใช้กับวัสถุดิบอาหารอย่างช็อกโกแลต ไอซิ่ง ชีส ฯลฯ รวมถึงคอนกรีตสำหรับสร้างอาคาร

เหมาะสำหรับสร้างตัวต้นแบบ (rapid prototype) ด้วยพลาสติก ชิ้นงานไม่ละเอียดเท่าการพิมพ์แบบอื่นๆ จึงมีพื้นผิวไม่เรียบและจำเป็นต้องมีการขัดเก็บงานก่อนในกรณีที่จะนำไปใช้งานจริง FDM เป็นเทคนิคการพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะดัดแปลงใช้ได้กับวัสดุหลากหลายประเภท และมีต้นทุนต่ำกว่าการพิมพ์แบบอื่นๆ ทั้งในแง่ของวัสดุและเครื่องพิมพ์


การพิมพ์ด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (SLA: Stereolithography)
เทคนิค: สร้างชิ้นงานโดยยิงลำแสงอัลตราไวโอเล็ตให้ผิวน้ำเรซินแข็งตัวทีละชั้นและเชื่อมต่อกับชั้นก่อนหน้า
วัสดุ: ใช้ได้กับเรซิ่นอย่างเดียวเท่านั้น

เหมาะสำหรับการสร้างชิ้นส่วนกลไกต่างๆ เพื่อนำไปใช้ทดสอบการทำงานของเครื่องต้นแบบ และสามารถสร้างวัสถุเพื่อเป็นชิ้นส่วนจริงในเครื่องมือต่างๆ ได้  เพราะมีความละเอียดมากกว่าและผลิตชิ้นงานได้เร็วกว่าการพิมพ์แบบ FDM มาก งานจึงมีผิวเรียบแต่ก็มีต้นทุนสูงกว่าทั้งในแง่เครื่องพิมพ์และวัสดุ

การพิมพ์ด้วยแสงเลเซอร์ (SLS: Selective Laser Sintering)
– เทคนิค: เครื่องพิมพ์จะยิงแสงเลเซอร์ลงบนผงวัสดุให้เกิดการหลอมละลายเฉพาะจุดและเกิดการเกาะติดกันทีละชั้น
– วัสดุ: ผงโลหะ แก้ว เซรามิก พลาสติก อีลาสโตเมอร์ (โพลิเมอร์ที่มีความยืดหยุ่นคล้ายยาง)
– ชิ้นงานที่ได้มีความคงทนกว่าการพิมพ์แบบ SLA เหมาะสำหรับทำสร้างชิ้นงานเพื่อใช้จริง เช่น เครื่องประดับเงินและทองคำ ตุ๊กตาย่อส่วนคนจริงจากเซรามิก เครื่องดนตรีอย่างกีต้าร์ ไวโอลิน ฟลูต ฯลฯ

การพิมพ์ด้วยการซ้อนแผ่นวัสดุ (LOM: Laminated Object Manufacturing)
เทคนิค: ใช้เลเซอร์หรือมีดตัดวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่นบางทีละชั้น และเชื่อมแต่ละชั้นด้วยกาว
วัสดุ: แผ่นกระดาษ ไม้ โลหะ

เหมาะสำหรับสร้างชิ้นงานเพื่อเป็นวัตถุต้นแบบ เพราะจุดเด่นของการพิมพ์แบบ LOM คือความเร็ว แต่ความละเอียดของงานยังต้องอาศัยการเก็บงานที่ดีด้วย ต้นทุนของวัสดุค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการพิมพ์แบบอื่นๆ

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ

ที่มา:
บทความ “3D Printers: Make Whatever You Want” (26 เมษายน 2012) จาก businessweek.com
บทความ “3D PRINTING นวัตกรรมพลิกโลก” (1 พฤษภาคม 2012) จาก bitwiredblog.com
บทความ “ตะลุยโลกเครื่องพิมพ์สามมิติ ตอนต้น: สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อ ก่อนใช้” (2 พฤษภาคม 2014) จาก blognone.com
3dprintedinstruments.wikidot.com tcdc.or.th